เรียนรู้รับมือ“โรคลมชัก”ภัยเงียบใกล้ตัว

       

รูปคนเป็นลมชัก

  อาการชัก ร่างกายแข็งเกร็ง กล้ามเนื้อกระตุกอย่างควบคุมไม่ได้ อาจสร้างความตระหนกตกใจให้กับหลายคนที่พบเห็น ซึ่งโดยมากแล้วมักจะรับมือกันไม่ถูก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกิดขึ้นกับเด็ก หลายคนที่พบเห็นต่างก็พยายามให้การช่วยเหลืออย่างเต็มที่แต่ทราบหรือไม่ว่า หลายครั้งที่ความช่วยเหลือนั้นกลับกลายเป็นอันตรายตามมาหากทำไม่ถูกวิธี

          อาการชัก และโรคลมชัก

          “โรคลมชักยังคงเป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้ในทุกเพศและทุกวัย ปัจจุบันสามารถรักษาโรคลมชักให้ดีขึ้นได้ หรือแม้กระทั่งรักษาให้หายขาดได้” ผศ.นพ.รังสรรค์  ชัยเสวิกุล  ภาควิชาอายุรศาสตร์  คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล อธิบายว่า โรคลมชักแท้จริงแล้วไม่ใช่โรค  แต่คนไทยเราเรียกกันจนเคยชินเช่นนั้น โรคลมชักเป็นกลุ่มอาการ หรืออาการแสดงที่เกิดจากโรคของสมอง ที่ทำให้บางเวลาสมองทำงานผิดปกติไปชั่วครู่ จนเกิดอาการชักขึ้นชั่วขณะหนึ่ง

          อะไรบ้างที่เป็นสาเหตุของอาการชัก

          ปัจจัยที่อาจเป็นสาเหตุของการชัก ได้แก่ โรคทางพันธุกรรมที่มักมีอาการชักร่วมด้วย ภาวะสมองพิการแต่กำเนิด ซึ่งเกิดตั้งแต่เมื่อทารกยังอยู่ในครรภ์ อาจมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อระหว่างตั้งครรภ์ หรืออุบัติเหตุในระหว่างตั้งครรภ์ เป็นต้น การกระทบกระเทือนต่อสมองเนื่องมาจากอุบัติเหตุ หรือการขาดออกซิเจน การติดเชื้อในสมอง อาทิ ฝีในสมอง สมองอักเสบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ เป็นต้น เนื้องอกในสมอง หรือมะเร็งที่กระจายจากอวัยวะอื่น ๆ มาสู่สมอง รวมถึงอาจจะต้องตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง เพื่อหาสาเหตุและวางแผนการรักษาให้เหมาะสมแก่ผู้ป่วยแต่ละราย

          การรักษาและควบคุมอาการชักรูปคุณหมอ

          สำหรับการควบคุมอาการชักนั้นที่สำคัญคือ การให้ยากันชัก และหลีกเลี่ยงปัจจัยที่อาจกระตุ้นอาการชัก สำหรับผู้ป่วยโรคลมชักจำนวนหนึ่งที่สามารถผ่าตัดสมอง เพื่อให้หายขาดจากโรคลมชักได้ ก็อาจจะได้รับการพิจารณาผ่าตัดสมองแต่เนิ่นๆ นอกจากนี้แล้วแพทย์จะให้คำแนะนำด้านต่างๆ เช่น การเล่นกีฬาและสันทนาการต่างๆ การมีความสัมพันธ์กับเพื่อนต่างเพศ การคุมกำเนิด การตั้งครรภ์ การให้นมและการเลี้ยงดูบุตรที่ยังเล็ก เป็นต้น ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะสามารถควบคุมอาการชักได้เป็นอย่างดี ส่วนน้อยที่ยังควบคุมด้วยยากันชักไม่ได้และไม่สามารถผ่าตัดสมองให้หายขาด ก็อาจใช้เครื่องกระตุ้นเส้นประสาทสมองเพื่อช่วยควบคุมอาการชักให้ทุเลาลงได้

           วิธีปฐมพยาบาลผู้ป่วยเบื้องต้น

          ผศ.นพ.รังสรรค์  บอกว่า โดยปกติแล้วการชักจะหยุดเองในเวลา 1-2 นาทีในระหว่างการชักการดูแลผู้ป่วยเกิดอาการชัก คือตั้งสติอย่าตกใจ ประคองผู้ป่วยให้นอนหรือนั่งลง สอดหมอนหรือวัสดุอ่อนนุ่มไว้ใต้ศีรษะ  ตะแคงศีรษะให้น้ำลายไหลออกทางมุมปาก และอย่าใส่สิ่งของเข้าไปในปากหรืองัดปากผู้ป่วย เพราะปกติผู้ป่วยจะไม่กัดลิ้นตัวเอง อีกท้ังวัสดุที่ใส่เข้าไปอาจจะหักหรือขาดหรือทำให้ฟันหักหลุดไปอุดหลอดลมจนหยุดหายใจได้ ส่วนใหญ่อาการชักมักจะไม่เกิน 5 นาทีแต่ถ้านานกว่านั้น ให้พาไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด

          รู้เร็วมีโอกาสรักษาให้หายขาดได้

          คุณหมอบอกว่า ร้อยละเจ็ดสิบกว่าเปอร์เซ็นต์ของคนไข้โรคลมชักจะคุมได้ด้วยยา โดยคนไข้ที่คุมได้ด้วยยากันชัก ถ้ากินยา 3-5  ปี ส่วนใหญ่จะหยุดยาได้ เพราะสามารถรักษาให้หายขาด แล้วก็ดำเนินชีวิตเป็นปกติได้

          “ผู้ป่วยควรกินยาสม่ำเสมอ อย่าขาดยา และควรหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่จะกระตุ้นให้เกิดอาการชัก เช่น อดนอน นอนดึก ถ้าอยู่ในระหว่างเริ่มต้นรักษาโรคลมชัก กิจกรรมที่มีความเสียงที่จะทำให้เกิดอันตราย เช่น การปีนที่สูง การว่ายน้ำคนเดียว การขี่จักรยานออกไปข้างนอก ควรหลีกเลี่ยง แต่ถ้าคุมอาการลมชักไดัสักประมาณ 6 เดือน ปัจจัยพวกนี้ก็จะลดน้อยลงไปโดยอัตโนมัติ”

          กิจกรรมใดที่ผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยง

          ผศ.นพ.รังสรรค์ อธิบายว่า การรักษาผู้ป่วยโรคลมชักจะแนะนำทุกครั้งว่าไม่ควรขับรถ เพราะหากอาการกำเริบขึ้นมา ไม่เพียงตัวเองที่จะบาดเจ็บ ยังอาจเกิดอุบัติเหตุต่อชีวิตผู้อื่นด้วย ที่น่าห่วงคือประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายห้ามคนเป็นโรคลมชักขับรถ หากเป็นยุโรปหรือ สหรัฐอเมริกา จะมีกฎหมายระบุไว้ชัดเจนว่าห้ามขับรถ เว้นแต่มีใบรับรองแพทย์ยืนยันว่าผู้ป่วยมีการกินยาอย่างต่อเนื่อง และไม่เคยเกิดอาการชักอย่างต่ำ 6 เดือน - 1 ปี จึงจะสามารถขับรถได้

          โรคลมชักส่วนใหญ่เกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ เมื่อมีอาการชักเกิดขึ้นแล้ว ควรหาทางป้องกันไม่ให้อาการกำเริบขึ้น ด้วยการกินยากันชักตามขนาดที่แพทย์แนะนำ และผู้ป่วยต้องหลีกเลี่ยงสาเหตุที่กระตุ้นให้อาการกำเริบ

 

 ขอบคุณ แหล่งที่มา : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ

ดูแลสุขภาพหน้าหนาวด้วยสมุนไพรไทย

 

สมุทรไพรไทย

 

ช่วงนี้ฤดูหนาวแล้ว หลายคนอาจจะป่วย ด้วยโรคในช่วงฤดูกาลดังกล่าว เช่น ไอ เป็นไข้หวัด ปอดบวม ท้องเสีย เป็นต้น กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกเป็นห่วงสุขภาพของทุกคนจึงอยากแนะนำให้ประชาชนกินพืชผักสมุนไพรไทยเป็นประจำในช่วงหน้าหนาวนี้

รสชาติของอาหารสามารถช่วยปรับสมดุลของร่างกายพร้อมรับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงโดยรสชาติอาหารที่อยากแนะนำฤดูหนาวคือ รสเปรี้ยว รสขม และรสเผ็ด เพราะรสเปรี้ยวจะช่วยขับเสมหะ รสขมช่วยเจริญอาหารทำให้หลับได้ รสเผ็ดร้อน จะช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิต ซึ่งรสดังกล่าวจะหาได้ในอาหารที่เรารับประทานแต่ละมื้อนั่นเอง

ทั้งนี้กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกได้แนะนำพืชสมุนไพรที่ควรกินเพื่อคลายหนาวดังนี้

พริก มีสารแคปไซซิน ซึ่งจะช่วยเพิ่มการไหลเวียนโลหิต และจะช่วยให้อาการหนาวชาบริเวณปลายมือและปลายเท้าลดลง

ขิง มีฤทธิ์ร้อน สามมารถช่วยระบายความเย็นภายในออกไป หรือนำขิงอ่อนมาต้มแล้วเติมน้ำตาล หรือน้ำผึ้งและดื่มจะช่วให้ร่างกายอบอุ่นขึ้น

ยอดมะกอก ช่อมะม่วง ยอดผักติ้ว ยอดผักแต้ว ผักเม็ด มะระ สะเดา ผักพื้นบ้านเหล่านี้ จะมีรสเปรี้ยวและรสขม ช่วยให้ธาตุทั้งสี่ร่างกายสมดุล ร่างกายสดชื่นแข็งแรงมีภูมิต้านทานโรคในฤดูหนาวนี้

 

 ที่มา: กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก

การเฝ้าระวังคุณภาพน้ำบริโภคเบื้องต้น(ภายหลังภาวะน้ำท่วม)

รูปขวดน้ำ

 

         การเฝ้าระวังคุณภาพน้ำบริโภคภายหลังภาวะน้ำท่วม เป็นการติดตามดูการแพร่กระจายของเชื้อโรคที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ สามารถทำได้โดยการตรวจสอบทางกายภาพ ซึ่งสามารถดูด้วยสายตา โดยสังเกตลักษณะความขุ่น สี ตะกอนและสิ่งแปลกปลอมต่างๆ

         สำหรับการตรวจสอบเพื่อเฝ้าระวังเบื้องต้นทางภาคสนามสามารถใช้ชุดทดสอบอย่างง่าย (Test Kit) ได้แก่ การตรวจหาเชื้อโรคในน้ำดื่มด้วยชุดทดสอบโคลิฟอร์มแบคทีเรียในน้ำบริโภค (อ.11)

         การตรวจสอบปริมาณคลอรีนอิสระคงเหลือในน้ำเพื่อวัดปริมาณคลอรีนที่เติมลงไปฆ่าเชื้อโรคในน้ำ ด้วยชุดทดสอบปริมาณคลอรีนอิสระคงเหลือในน้ำ (อ.31) น้ำที่ปลอดภัยต้องมีค่าคลอรีนอิสระคงเหลืออยู่ในช่วง 0.2-0.5 มิลลิกรัมต่อลิตร (ppm) ในภาวะปกติและในช่วง 0.5-1.0 มิลลิกรัมต่อลิตร (ppm) ในภาวะเกิดโรคระบาด

วิธีการล้างบ่อน้ำตื้น

1. เก็บเศษใบไม้ และเศษวัสดุต่างๆ ในบ่อออกให้หมด
2. ถ้าน้ำในบ่อขุ่นมาก ให้ใส่สารส้มกวนให้น้ำตกตะกอน
3. สูบน้ำในบ่อออก เพื่อให้น้ำใสเข้ามาแทนที่ และเพื่อประสิทธิภาพการฆ่าเชื้อโรคของคลอรีน
4. เตรียมน้ำปูนคลอรีน ความเข้มข้น 50 มิลลิกรัมต่อลิตรในภาชนะ
5. นำน้ำปูนคลอรีนส่วนที่เป็นน้ำใสเทลงบ่อ ราดและกวนให้ทั่วบ่อ ทิ้งไว้ 30 นาที
6. สูบน้ำจากบ่อ ฉีดล้างคราบตะไคร่น้ำ และคราบสกปรกทั้งภายใน และภายนอกวงขอบบ่อ (ควรใช้แปรงขัดให้สะอาด)
7. สูบน้ำออกจากบ่อให้หมด หรือให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
8. ปล่อยทิ้งไว้ให้ซึมออกมาใหม่ ตรวจหาคลอรีนอิสระคงเหลือให้อยู่ ระหว่าง 0.5-1 พีพีเอ็ม ในกรณีที่น้ำซึมออกมามีความขุ่นให้เติมสารส้มละลายน้ำจนอิ่มตัว แล้วปล่อยทิ้งไว้ให้นอนก้น (ค่าปกติของการใช้สารส้มในการตกตะกอน ประมาณ 5.1 มิลลิกรัมต่อน้ำ 1 ลิตร) เมื่อน้ำตกตะกอนดีแล้วนำส่วนที่ใสมาตรวจหาสารคลอรีนอิสระคงเหลือในน้ำ
9. แนะนำเจ้าของบ่อให้ปรับปรุงซ่อมแซมส่วนต่างๆ ของบ่อที่ชำรุด เช่น ชานบ่อ วงขอบบ่อ และยารอยต่อต่างๆ
10. กรณีบ่อไม่มีวงขอบต้องระมัดระวังการทรุดตัวของบ่อ และการร่วงหล่นของอุปกรณ์ต่าง ๆ

 

แหล่งข้อมูล : กรมอนามัย

Facebook